วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

อนุสัญญานี้มีขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเพื่อป้องกันการเกิดปรากฏการณ์
เรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศต่างๆของโลก และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในที่สุด โดยในอนุสัญญามีการกำหนดปริมาณก๊าซที่เป็นระดับที่จะรักษาไว้เป็นตัวเลขแน่ นอน ด้วยหลักการป้องกันไว้ก่อน หลักความรับผิดชอบ
ร่วมกันในระดับที่แตกต่าง หลักการสื่อสารด้านข้อมูลข่าวสาร และหลักการให้การช่วยเหลือกลุ่มที่ด้อยกว่า จากหลักการทั้งหมด
ที่กล่าวมาก่อให้เกิดข้อตกลง หรือกฎข้อบังคับอื่นตามมา ได้แก่ พิธีสารเกียวโต อนุสัญญาฯ มีเป้าหมายหลัก คือ ทำให้ปริมาณ
ก๊าซเรือนกระจกคงที่ เพื่อให้ระบบนิเวศสามารถปรับตัวได้ การผลิตอาหารมั่นคง และมีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 1992 ได้ลงนามในอนุสัญญาครั้งแรกที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1994 ประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาต้องทำการประเมินปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมต่าง ๆ ( Inventory of Greenhouse Gases) ซึ่งเป็นวิธีการเบื้องต้นที่ทำให้ทราบสัดส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของแต่ละประเทศ โดยให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามบัญชีชื่อต่อท้าย อนุสัญญา ที่เรียกว่า Annex I Countries มีพันธกรณีที่ต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามอนุสัญญา ส่วนประเทศไทยและประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ จัดอยู่ในกลุ่ม Non-Annex ไม่มีพันธะกรณีในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะสัดส่วนของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังต่ำกว่ากลุ่มประเทศ Annex I ซึ่งปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก
จากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นในยุคอุตสาหกรรม และมีส่วนสำคัญที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญา ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 1989 และให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1994 มีผลบังคับใช้วันที่ 28 มีนาคม 1995 โดยไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นผู้กำหนดท่าทีของประเทศไทย โดยรายตรงต่อคณะรัฐมนตรี ประเทศไทยได้ดำเนินการตามพันธกรณีที่มีต่ออนุสัญญา UNFCCC ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา พันธกรณีที่สำคัญคือการลดก๊าซเรือนกระจกและการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล (การจัดทำรายงานแห่งชาติ) โดยประเทศไทยได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์ป่าไม้ การปลูกป่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างจิตสำนึกและให้ความรู้แก่ประชาชนอีกด้วย

เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงผลกระทบต่อ ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรประมง ประเทศไทยได้ดำเนินงานเพื่อรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การปลูกป่าชายเลน เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง เพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ และเพื่อเป็นพื้นที่กันชน
ที่ลดความรุนแรงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งกรมฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์
การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ เพื่อบริหารจัดการแนวชายฝั่งทะเลทั่วประเทศโดยการจัดการพื้นที่เชิงบูรณาการ นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดทำโครงการแนวทางการจัดการ พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนโดยประชาชนมีส่วนร่วม โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู
ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ต่างๆ โครงการจัดสร้างปะการังเทียม โครงการสงวนคุ้มครองสัตว์และระบบนิเวศทางทะเล โครงการจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล โครงการจัดการที่ดินชายทะเล นอกจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้จัดทำแผนการดำเนินงานว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของกรมฯ
พ.ศ. 2551-2562 ตามแผนกรอบยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อาการใจสั่น

"อาการใจสั่น"



        เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่หลายคนเคยเจอ บางรายหมายถึงปกติ แต่บางรายอาจถือว่าไม่ปกติก็ได้ โดยทั่วไปเรามักรู้สึกถึง การเต้นของหัวใจ ในภาวะที่หัวใจบีบตัวแรง เต้นเร็ว ในขณะออกกำลังกาย แต่ในภางะที่ไม่มีอะไรมากระตุ้นเลย ในบางคนอาจจะเกิด อาการใจสั่น จนทำให้เกิดข้อกังวลสงสัยว่า หัวใจฉันเกิดความผิดปกติหรือไม่

6 ลักษณะอาการใจสั่นที่เกิดขึ้นได้

        1. อาการใจสั่นที่อาจเกิดจากความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ หรือ โรคหัวใจ
        2. อาการใจสั่นร่วมกับอาการอื่น เช่น หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เจ็บ แน่นหน้าอก หรือเหนื่อยหอบกว่าปกติ อาจบ่งบอกถึง โรคหัวใจรุนแรงควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
        3. อาการใจสั่นที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยไม่สัมผัสกับการออกแรง และสามารถหายได้เอง ผู้ป่วยมักแยกอาการแตกต่างกันขณะที่มีและไม่มี อาการใจสั่น
        4. อาการใจสั่นที่เกิดร่วมกับจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
        5. อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยที่เคยมี กล้ามเนื้อหัวใจตาย จากหลอดเลือดอุดตัน หัวใจโตล้มเหลว หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด
        6. อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่มีประวัติ คนในครอบครัว ใกล้ชิด เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะการเสียชีวิตกะทันหัน ก่อนวัยอันควร

        ในบางครั้งที่หัวใจเต้นเร็วมาก อาจเกิดการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อย หรือเวียนศีรษะ บางครั้งหัวใจเต้นเร็วจนไม่สามารถพยุงความดันโลหิต ก็จะส่งผลให้เกิดการหน้ามืด เวียนศีรษะได้ และถ้าอาการเกิดขึ้นขณะที่อยู่นิ่งๆ โดยอาการเกิดขึ้นและหยุดทันที ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์หรือสัมพันธ์กับอาการเวียนหัว วูบ หน้ามืด มักมีสาเหตุจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติ เพราะหากเกิดการตื่นเต้น เครียด หรือการออกกำลังกาย มักจะมีการเต้นเร็ว ค่อยๆเป็น และค่อยๆเต้นช้าลงเรื่อยๆ

        ทั้งนี้ภาวะหัวใจเต้นเร็วบ่อยครั้งที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ แต่เกิดจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะเลือดจาง ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ จากโรคท้องร่วงหรือเสียเลือดมาก ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาแล้ว ภาวะหัวใจเต้นเร็ว ก็จะกลับสู่ปกติ โดยไม่ต้องใช้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สิ่งที่กระตุ้น ที่จะทำให้เกิดภาวะใจสั่น
        - คาเฟอีน
        - เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
        - ภาวะความเครียด
        - การอ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ
        - ภาวะขาดน้ำ
        - การเจ็บป่วยจากโรค เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือทำงานมากเกินไป
        - ยาบางชนิด

เช็คสภาพหัวใจด้วยตัวคุณเอง
        หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่นั้น หากคุณไปพบคุณหมอในเวลาต่อมา อาการ และการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้หายแล้ว การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่กี่วินาที อาจไม่พบความผิดปกติ ดังนั้นคุณอาจมีส่วนช่วยในการวินิจฉัย โดยการจับชีพจร และนับอัตราการเต้นของชีพจรในระยะเวลา 1 นาที และสังเกตจังหวะของชีพจรเร็วกว่าปกติหรือไม่ ชีพจรสม่ำเสมอหรือเร็วช้าไม่สม่ำเสมออย่างไร

        หรือสำรวจด้วยการเช็คสมรรถภาพร่างกาย หากลดลง เช่น เหนื่อยง่าย มีอาการเจ็บหน้าอก หน้ามืดเป็นลมบ่อย หัวใจสั่นมากผิดปกติทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกาย มีอาการบวมในร่างกายเกิดขึ้น นอนราบไม่ได้ ต้องนอนหัวสูงเท่านั้น ในรายที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะเช็คสภาพหัวใจได้ง่าย แต่ในรายที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย แน่นอน วิ่งนิดหน่อย คุณก็เหนื่อยแล้ว

        การดูแลรักษาในเบื้องต้น คุณหมอจะสอบถามประวัติการตรวจร่างกาย การตรวจเอ็กซเรย์เงาปอด และหัวใจ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อช่วยการวินิจฉัย หรือนำไปสู่การส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมที่เหมาะสม ส่วนใครสงสัยว่า ฉันอาจมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาดหรือไม่นั้น แพทย์อาจส่งตรวจการเต้นของหัวใจด้วยการเดิน วิ่ง สายพานเลื่อน หรือผู้ใดที่สงสัยว่าตัวเอง มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ลิ้นหัวใจตีบ หรือผนังกั้นหัวใจรั่ว หรือโรคของ เยื่อหุ้มหัวใจ คุณหมอก็จะส่งตรวจด้วย เครื่องตรวจเสียงสะท้อนหัวใจ (Ecohocardigraphy) อีกครั้งหนึ่ง

        นอกจากนี้ การรักษายังขึ้นอยู่กับผลการตรวจว่า มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ถ้ามี การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นเป็นชนิดใด และที่สำคัญมีสาเหตุจากโรคหัวใจ หรือ ความผิดปกติของอวัยวะใด การรักษาที่สำคัญ คือ รักษาที่สาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว หากหลอดเลือดหัวใจตีบมาก อาจต้องได้รับการรักษาด้วยการ ขยายหลอดเลือดหัวใจ เช่น การทำบอลลูน หรือการถ่างหลอดเลือด ด้วยขดลวดต่อไป


นพ.จีระศักดิ์ สิริธัญญานันท์
อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 3

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

9 วิชาสามัญคือ?

ก่อนสอบต้องรู้!! 9 วิชาสามัญ คืออะไร/สอบอะไร/ใช้เพื่ออะไร?


9 วิชาสามัญ คืออะไร?

ขอเกริ่นก่อนนะครับ 9 วิชาสามัญ เกิดขึ้นมาเพราะอะไร เริ่มแรกทีเดียวนั้น9วิชาสามัญคือ 7 วิชาสามัญ เกิดขึ้นมาเพราะต้องการข้อสอบที่ใช้ในการสอบตรงโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการวิ่งรอกในการสอบตรงของน้องๆ เพราะเมื่อก่อนนี้ในการสอบตรง ทางมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ออกข้อสอบเอง น้องๆคนไหนที่อยู่กรุงเทพหรือจังหวัดอื่นๆ อยากไปสอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ต้องขึ้นไปสอบที่เชียงใหม่ อยากไปสอบที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ต้องไปสอบที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในทางกลับกันก็เช่นกันที่น้องๆที่อยู่ต่างจังหวัด อยากเข้ามาสอบในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ก็ต้องเดินทางเข้าไปสอบในกรุงเทพ คิดสภาพดูก็คงรู้นะครับว่าต้องเหนื่อยแน่ๆ  

ด้วยเหตุนี้ 7 วิชาสามัญจึงเกิดขึ้น เพื่อต้องการแก้ไขการวิ่งรอกในการสอบรวมถึงเป็นลดภาระค่าใช้จ่ายอีกด้วย

9 วิชาสามัญ สอบอะไร?


 

9 วิชาสามัญ จะประกอบไปด้วยวิชา
1.ภาษาไทย
2.สังคมศึกษา
3.ภาษาอังกฤษ
4.คณิตศาสตร์ 1 (สำหรับ นร.สายวิทย์)
5.คณิตศาสตร์ 2 (สำหรับนร.สายศิลป์)
6.ฟิสิกส์
7.เคมี
8.ชีววิทยา
9.วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (สำหรับนร.สายศิลป์)

ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีแค่ 7 วิชา แต่ที่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก7เป็น9 ก็เพราะว่าเป็นการช่วยน้องๆสายศิลป์นั่นเองครับ ก็คิดดูจะให้น้องๆสายศิลป์ไปสอบคณิตของสายวิทย์หรือพวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มันจะไปไหวอะไรจริงไม๊ครับ 55
 

จำเป็นไหมที่ต้องสอบทั้ง9วิชา?

 

บอกเลยครับว่า "ไม่" จำเป็น คณะสายวิทย์ต่างๆจะใช้แค่ 5-7 วิชา ส่วนสายศิลป์ ก็ประมาณ 3-5 วิชาครับ ซึ่งน้องๆต้องดูในระเบียบการของทางมหาวิทยาลัยที่น้องๆต้องการจะสมัครอีกที ซึ่งเคล็ดลับที่พี่แฮนด์จะบอกง่ายๆก็คือ น้องๆต้องค้นหาตัวเองให้เจอให้ไวครับ จะได้รู้เลยว่าคณะที่เราต้องการจะเข้านั้นใช้วิชาอะไรบ้างกี่วิชา เพื่อไม่ต้องจะสมัครหว่านๆมั่วๆไป เปลืองเงินครับ ฮ่าๆ
 

มีมหาวิทยาลัยไหนใช้บ้าง?

 

หลักๆก็จะมีทั้งหมด 27 มหาวิทยาลัยครับ ได้แก่

- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยทักษิณ
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยนครพนม
- มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
- มหาวิทยาลัยนเรศวร
- มหาวิทยาลัยบูรพา
- มหาวิทยาลัยพะเยา
- มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- มหาวิทยาลัยแม่โจ้
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- มหาวิทยาลัยศิลปากร
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
- มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

** แต่ก็ใช่ว่าทั้ง27 มหาวิทยาลัยนี้จะใช้แต่ข้อสอบ 9 วิชาสามัญนะครับ บางมหาวิทยาลัยอาจจะเลือกใช้ข้อสอบอื่นๆได้ตามแต่ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งน้องๆต้องศึกษาระเบียบการก่อนการสมัครรับตรงโครงการต่างๆอย่างดี อีกครั้งหนึ่ง

ที่มา : https://blog.eduzones.com/rangsit/149845

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการทำข้อสอบและเตรียมพร้อมก่อนเข้าสอบ

เทคนิคการทำข้อสอบและเตรียมพร้อมก่อนเข้าสอบ

1.พยายามตัด choice ก่อนจะเลือกตอบ อย่าพุ่งไปที่คำตอบเลยตอนตอบ ยกเว้นแน่ใจจริงๆ

2.เวลาอ่านโจทย์ ให้อ่านออกเสียงในใจไปด้วย จะทำให้อ่านโจทย์ได้ครบยิ่งขึ้น

3.พยายามขีดเส้นใต้โจทย์เวลาอ่านไปด้วย และวงkeywordเอาไว้ และอย่าลืมเน้นคำว่า ไม่ , ไม่ใช่, ยกเว้น , คำปฏิเสธทั้งหลายด้วย

4.อย่าลืมดูเวลาในนาฬิกาด้วย เพราะเดี๋ยวทำเพลิน หมดเวลาน้า

5.อย่ากาไว้ในข้อสอบแล้วค่อยมาฝน มีน้องๆหลายคนชอบกาไว้ก่อนแล้วค่อยมาฝน แล้วฝนไม่ทัน ยกเว้นข้อที่ยังไม่มั่นใจจริงๆค่อยกลับมาคิด

6.ทำข้อไหนไม่ได้ ข้ามไปก่อนครับ มันจะเสียเวลาถ้าค้างอยู่ข้อเดิม และบางทีโจทย์บางข้อจะไปใบ้โจทย์ที่น้องสงสัยอยู่ได้

7.เข้าห้องน้ำก่อนสอบให้เรียบร้อย และอย่าดื่มน้ำเยอะเกินไปก่อนสอบ

8.อย่าเอาโทรศัพท์เข้าห้อง โดยเด็ดขาด และสิ่งอื่นๆที่เขาห้าม โดยเฉพาะสนามสอบความถนัดแพทย์ มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงแล้วคือปิดโทรศัพท์แล้ว แต่นาฬิกาปลุกยังดัง คนนั้นโดนให้หยุดสอบทันที

9.เมื่อหมดเวลาให้วางดินสอทันทีห้ามฝนต่อ เคยมีกรณีในสนาม ความถนัดแพทย์เช่นกัน มีคนไม่หยุดฝน กรรมการกาหัว ให้เซ็นรับสภาพทันที

10.ระหว่างวันหากมีสอบต่อ พยายามอย่ากินของที่คิดว่าจะทำให้ท้องเสีย และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยทุกครั้ง

ข้อมูลจาก ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช ครั้งที่ 17

Mind Mapping แผนภูมิความคิด

Mind Mapping แผนภูมิความคิด เขียนขึ้นมาเพื่อ การคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา นั้นจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ เพื่อหาวิธีที่มีความแตกต่างและหลากหลาย โดยควรจะวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงเสียก่อน แล้วพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์เฟ้นหาวิธีแก้ไขไว้มากๆ

ซึ่งมีหลักง่ายๆที่ช่วยให้เราคิดได้มากขึ้นดังนี้คือ

1.พยายามคิดนอกกรอบประสบการณ์และความชำนาญที่เรามีอยู่

2.ให้ความสำคัญกับทุกความคิดหรือทุกๆ วิธีแก้เท่าๆกัน

3.หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือตัดสินความคิดใหม่ๆ ที่เพิ่งคิดออก แต่ควรใช้ความคิดนั้นเป็น ตัวกระตุ้นให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อหาวิธีแก้ที่สืบเนื่องต่อมาจากความคิดนั้น

4.แม้ว่าจะคิดหาทางแก้ได้ดีที่สุดแล้วก็ไม่ควรหยุดความพยายามที่จะคิดหาวิธีต่อไป

5.พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีแก้ทุกวิธีให้ชัดเจน เพราะจะช่วยทำให้เราเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาได้

ดังนั้นการเขียน การทำแผนภูมิความคิดหรือ Mind Mapping ถือเป็นการกระตุ้นสมอง ให้เกิดความคิดที่เป็น อิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลาง ออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่แปลกและแตกต่างจากเดิม ซึ่งสามารถทำได้โดยเริ่มจากการเขียนสาเหตุของปัญหาไว้กลางหน้ากระดาษ แล้วลากเส้นโยงออกมารอบๆ

ถ้าคิดวิธีแก้ไขได้ ก็ให้เขียนวิธีนั้น ไว้เหนือเส้นที่เพิ่งลากออกมา ถ้าความคิดไหนสัมพันธ์หรือสนับสนุนวิธีแก้ไขที่มีอยู่แล้ว ก็ให้เติมความคิดใหม่นั้น ต่ออกมาจากวิธีแก้เดิม ด้วยการลากเส้นแขนงออกจากเส้นหลัก แล้วเขียนความคิดใหม่กำกับลงไป เมื่อเราได้ความคิดใหม่ๆที่หลากหลายแล้ว ก็สามารถนำความคิดเหล่านั้นไปใช้ในขั้นตอนของ การวางแผนแก้ไขปัญหาได้